Website Banner
 
 
  Tel: 02-393-3221
Tel/Fax: 02-745-5778
มือถือ: 061-635-4429 
มือถือ: 087-022-2668
มือถือ: 089-153-7829
ID Line: nana-fragrance
 
 
Tel: 02-315-4879
มือถือ: 081-904-0368
มือถือ: 082-881-3421 
มือถือ: 088-720-1816
ID Line: NANA1_PACK
 
 
Tel: 02-874-6884-5
Tel/Fax: 02-874-6885
มือถือ: 081-842-2152
มือถือ: 081-613-5604
มือถือ: 081-673-9938
DI Line: nanaparfumes
 
Facebook : นานา ฟราแกรนซ์
 
Facebook : นานา พาร์ฟูมส์
 
Facebook : ร้าน นานา แพ็คซ์
 
 
     
 
 
     
 
ประวัติเกี่ยวกับน้ำหอม 
 
ตามประวัติศาสตร์ น้ำหอมถูกใช้ครั้งแรก เมื่อ 4000 ปีก่อน ในสมัยเมโสโปเตเมีย ซึ่งใช้ในรูปแบบของการเผาให้เกิดกลิ่น โดยสิ่งที่นำมาใช้เผาให้เกิดกลิ่นก็เช่น ยางไม้, ขี้ผึ้ง,หรือเปลือกไม้ต่างๆ ซึ่งโดยมากมักใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา
 
   
 
 
     
 
การเก็บรักษาน้ำหอม
หลายๆครั้งที่เรากังวลว่าน้ำหอมของเร
าที่ซื้อมาในราคาแพงนั้นจะเสื่อมสภาพ
ลงไปไหม ควรจะเก็บน้ำหอมไว้ในตู้เย็นดีหรือเปล่า หรือว่าเอาไว้ในตู้เสื้อผ้าก็พอ ซึ่งในความเป็นจริงวิธีการเก็บรักษา น้ำหอมนั้นไม่ได้ยุ่งยากมากมาย
แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องให้ความใส่ใจ
เพิ่มเล็กน้อย
 
 
 
 
 
     
 
  ประวัติเกี่ยวกับน้ำหอม
 
     
 
  ตามประวัติศาสตร์ น้ำหอมถูกใช้ครั้งแรกเมื่อ 4000 ปีก่อน ในสมัย เมโสโปเตเมีย ซึ่งใช้ในรูปแบบของการเผาให้เกิดกลิ่น โดยสิ่งที่นำมาใช้เผาให้เกิดกลิ่นก็เช่น ยางไม้, ขี้ผึ้ง, หรือเปลือกไม้ต่าง ๆ ซึ่งโดยมากมักใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนในชีวิตประจำวันก็มีการนำเปลือกไม้ น้ำมัน หรือยางไม้ ที่มีกลิ่นหอมมาผสมรวมกันและเจือจากด้วยน้ำเพื่อใช้ทาตัว และชาวเมโสโปเตเมีย ยังใช้น้ำหอมในการดองศพอีกด้วย  
     
  ส่วนในสมัยอียิปต์ตามหลักฐานที่ได้จากการศึกษาอักษร Hieroglyphic พบว่าชาวอียิปต์รู้จักการเผาเครื่องหอมตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสตกาล โดยราชินีอิยิปต์พระนามว่า Hatshepsut ทรงสนพระทัยและให้การสนับสนุนการเดินทางออกหาต้นไม้และดอกไม้ต่างๆที่มีกลิ่นหอมเพื่อนำมาใช้ในการปรุงน้ำหอม โดยหลังจากที่พระนาง Hatshepsut สิ้นพระชนม์ชาวอียิปต์ได้ทำการสร้างสวนไม้หอมและตั้งแผ่นหินที่จารึกเรื่องราวต่าง ๆ ของพระนางไว้เพื่อเป็นการสดุดี   
  โดยราชินีอิยิปต์องค์อื่น ๆ หลังจากพระนาง Hatshepsut เช่น คลีโอพัตรา และ เนเฟอร์ติติ ก็ชื่นชอบน้ำหอม เช่นกัน ราชินีคลีโอพัตรา นั้นมีความสามารถในการใช้น้ำหอมเป็นอย่างยิ่ง โดยเมื่อครั้งเสด็จไปรับ มาร์ค แอนโทนี่ นักการเมืองชาวโรมันได้ทรงให้ทาใบเรือและตัวเรือทั้งหมดด้วย น้ำหอมโดยเหล่าชาวโรมันที่รอการมาของพระนางนั้นสามารถได้กลิ่นน้ำหอมจากเรือที่ทรงนั่งมาก่อนที่จะเห็นตัวเรือด้วยซ้ำ   
     
 
 
 
     
     
  อ่างอาบน้ำแบบโบราณของชาวโรมัน   
     
 
 
 
     
  ในยุคอียิปต์ช่วงแรกนั่นน้ำหอมถือเป็นของสูงผู้ที่สามารถมีน้ำหอมไว้ใช้ได้จึงมีเพียงฟาร์โร และเหล่านักบวชที่นำน้ำหอมไปใช้ในการทำพิธีบูชา เทพเจ้าเท่านั้นแต่ต่อเมื่อชาวอียิปต์สามารถผลิตน้ำหอมได้มากขึ้นเหล่านักบวชจึงได้อนุญาตให้มีการใช้น้ำหอมได้ทั่วไปดังนั้นน้ำหอมจึงเป็นสิ่ง แพร่หลายในหมู่คนทั่วไปตั้งแต่นั้นมา โดยในช่วงเวลานั้นมีกฎหมายบังคับให้ประชาชนชาวอียิปต์ต้องประพรมน้ำหอมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ชาวอียิปต์รู้จักการอาบน้ำแบบห้องน้ำรวมก่อนชาวกรีกและโรมัน โดยน้ำหอมเป็นสิ่งที่ทำให้การอาบน้ำของชาวอียิปต์มีความสนุกสนานมากขึ้นทั้งการอาบน้ำส่วนตัวที่บ้านและการอาบน้ำในห้องน้ำรวมก็จะมีการใช้เครื่องหอมต่างๆมากมายในบางครั้งการอาบน้ำอาจกินเวลานานมากและ บ่อยกว่าวันละ 3 ครั้ง โดยเหตุผลที่ชาวอียิปต์ชื่นชอบน้ำหอมนั่นเพราะว่านอกจากกลิ่นหอมที่ทำให้สดชื่นผ่อนคลายแล้ว ตัวน้ำมันหอมยังช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่นไม่แห้ง  
     
  อียิปต์นั่นตั้งอยู่ในบริเวณที่มีอากาศร้อนจึงมีการคิดค้นครีมทาตัวที่มีกลิ่นหอมและช่วยบำรุงผิวขึ้นอีกด้วย โดยครีมของชาวอียิปต์นั้นทำขึ้นจาก ยางไม้หอมที่นำมาปั้นเป็นรูปกรวยเมื่อจะใช้ก็จะนำมาใส่ภาชนะและตั้งไฟเพื่อให้ละลายเป็นครีมก่อนจะนำมาทาตัว   
     
  ภาชนะบรรจุน้ำหอมของชาวอียิปโบราณ  
  ภาชนะใส่น้ำหอมของชาวอียิปต์นั่นมีหลากหลายทั้งที่ทำมาจาก หิน, แก้ว, ไม้, กระเบื้องเคลือบ หรือแม้แต่ทอง เพื่อใช้แสดงฐานะและความมั่งคั่ง ของเจ้าของชาวอียิปต์ยังมีประเพณีความเชื่อที่จะนำน้ำหอมติดตัวไว้ใช้ทั้งตอนที่มีชีวิตอยู่และตอนตาย นักโบราณคดีมักพบเหยือกใส่น้ำมันหอมในสุสานของชาวอียิปต์ตั้งแต่คนธรรมดาจนถึงฟาร์โร เมื่อครั้งที่นักโบราณคดีขุดค้นสุสานของฟาร์โรตุตันคาเมน จากการตรวจสอบมัมมี่นักโบราณคดีได้พบว่ามีการใช้เครื่องหอมมากมายเช่นยางไม้หอม และอบเชยในขั้นตอนของการทำมัมมี่ โดยหลังจาก เสร็จกระบวนการต่าง ๆ แล้วจึงค่อยนำศพไปดองในน้ำหอมเป็นเวลาประมาณ 40 – 70 วันก่อนที่จะนำมาห่อฝัง และยังพบภาชนะที่ทำจากหิน ควอซบรรจุน้ำมันหอมที่ยังคงกลิ่นหอมไว้ได้แม้เวลาจะผ่านมากว่า 3000 ปีแล้ว  
     
  ชาวอียิปต์รู้จักที่จะทำการติดต่อซื้อขายเครื่องหอมกับชาติอื่นเช่นอินเดีย โดยได้มีการซื้อขายเครื่องเทศต่างๆอาทิ,ขิง,พริกไทย และไม้จันทน์ เพื่อนำมาทำเป็นเครื่องหอมหลากหลายชนิด รวมไปถึงดอกไม้เช่น มะลิ,ลิลลี่,กุหลาบและรากของต้นออริส (Orris) ซึ่งการค้าขายที่มั่งคั่งอย่าง มากนี้ทำให้อียิปต์เป็นศูนย์กลางความเจริญทางด้านน้ำหอมในช่วงนั้น วัฒนธรรมการใช้น้ำหอมยังคงเจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่องจนถึงยุคกรีกซึ่งสืบทอดวิธีการผลิตและใช้น้ำหอมมาจากชาวอียิปต์ก่อนจะส่งผ่าน วัฒนธรรมนี้ไปยังชาวโรมันอีกทอดหนึ่ง ในสมัยกรีกน้ำหอมนั้นทำมาจากการนำผงไม้หอมบดละเอียดมาผสมกับน้ำมันหอม ภาชนะที่ใช้ในการ บรรจุน้ำหอมของชาวกรีกทำมาจาก alabaster หรือที่เรียกว่าเศวตศิลา มีลักษณะเป็นหินปูนสีขาวบริสุทธิ์นำมาทำเป็นหลอดยาวประดับด้วยทอง  
     
  ในสมัยโรมันจักรพรรดิ Caracalla ทรงชื่นชอบน้ำหอมมากทรงสร้างห้องสำหรับเก็บเครื่องหอมโดยเฉพาะขึ้น ในยุคของจักรพรรดิองค์นี้มีการใช้น้ำหอมอย่างมากมายและแพร่หลายจนแถบเกินความพอดี คนธรรมดาทั่วไปจะใส่น้ำหอมวันละ 3 ครั้ง ในงานเลี้ยงผ้าและเครื่องเรือนต่างๆ ก็มีการประพรมน้ำหอมตลอดเวลาและมีการนำน้ำหอมใส่ให้กับนกแล้วจึงนำมาปล่อยให้บินไปรอบห้องเพื่อโปรยกลิ่นหอม แม้กระทั้งสัตว์เลี้ยง เช่นหมาและม้าที่ขี่ก็มีการประพรมน้ำหอม เหล่าคนใช้ก็จะมีเครื่องหอมเฉพาะตามลำดับชั้นทางสังคมของตัวเอง เช่นเครื่องหอมที่มีกลิ่นสาบจากหนังสัตว์ กลิ่นมิ้นท์ และ กลิ่นของต้น Spikenard เป็นต้น   
     
  หลังจากที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้รุกรานอียิปต์ในช่วง ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาลทำให้วิทยาการต่างๆทางด้านน้ำหอมมีการพัฒนาและแพร่หลายมากขึ้น นักปรัชญาชาวกรีก Theophrastus ได้ทำการศึกษาเรื่องของกลิ่น การแพร่ของกลิ่น ตัวนำกลิ่น กลไกการได้กลิ่นของ มนุษย์และความสัมพันธ์ของกลิ่นและรสขึ้นอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาของน้ำหอมในยุคนั้น   
     
 
 
 
     
     
  น้ำหอมยุคกลาง  
  กระบวนการผลิตของน้ำหอมได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ใช้การนำเครื่องหอมเช่นไม้เนื้อหอมหรือกำยานมาเผาบดผสมกันเข้าสู่ยุคของการใช้ แอลกอฮอล์มาเป็นตัวทำละลาย โดยแอลกอฮอล์ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อหมอและนักเคมีชาวอาหรับชื่อ Avicenna ประสบความสำเร็จในการค้นพบกระบวนการกลั่นและสร้างหลอดกลั่นขึ้นเป็นชาติแรก โดยหลอดกลั่นนี้เป็นหลอดแก้วที่แบ่งเป็นหลายชั้นตามลำดับความสูงเพื่อให้ของ เหลวที่มีจุดเดือดต่างกันสามารถถูกกลั่นแยกออกมาได้ โดยน้ำหอมกลิ่นแรกที่ได้ทำการทดลองกลั่นออกมาคือน้ำหอมกลั่นจากดอกกุหลาบ และในช่วงเวลานั้นหลอดกลั่นยังถูกใช้ในการกลั่นเพื่อแยกแอลกอฮอล์ในกระบวนการผลิตเหล้าหรือแยกแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เพื่อใช้ทำยาอีกด้วย   
     
  น้ำหอมเดินทางเข้าสู่ทวีปยุโรปในศตวรรษที่ 14 พร้อมกับการเข้ามาของชาวอาหรับที่นำความรู้และสินค้าต่างๆเข้าสู่ยุโรป คนชาติแรกที่นำ น้ำหอมเข้าสู่ยุโรปคือชาวฮังกาเรี่ยนตามคำสั่งของราชินี Elizabeth แห่งฮังการี่ น้ำหอมที่ชาวฮังกาเรี่ยนนำเข้ามานั้นมีส่วนผสมที่คล้ายกับ น้ำหอมในยุคปัจจุบันโดยเป็นน้ำหอมที่ทำจากส่วนผสมของน้ำมันหอมและสารสะลายแอลกอฮอล์ น้ำหอมชนิดใหม่นี้มักเรียกกันทั่วไปว่า น้ำฮังการรี่ หรือ Hungary Water ซึ่งเป็นน้ำหอมที่แพร่หลายและเป็นต้นแบบของน้ำหอมในยุคต่อ ๆ มา   
     
 
 
 
     
     
  น้ำหอมยุคใหม่  
  เมื่อเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 19 น้ำหอมได้เข้าสู่ช่วงของการผลิตแบบอุตสาหกรรมและแฟชั่น โดยสุดยอดน้ำหอมในยุคแรกได้เกิดขึ้นในปี 1920 เมื่อ Ernest Beaux นักทำน้ำหอมชาวรัสเซียซึ่งเดินทางมาอยู่ที่ปารีสและนำเสนอน้ำหอมให้กับ Gabrielle Bonheur Chanel หรือที่รู้จักกันในชื่อ Gabrielle Coco Chanel นักออกแบบแฟชั่นชื่อดังผู้ก่อตั้งแบรนด์ Chanelโดยใช้ชื่อน้ำหอมว่า Chanel NO.5 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นน้ำหอมที่โด่งดังที่สุดในโลกโดย Chanel NO.5 นี้มี Top note เป็นกลิ่นของ กระดังงาและ ดอกของต้นส้ม Middle note เป็นกลิ่นมะลิและกุหลาบ ส่วน Base note เป็นกลิ่นไม้ของไม้จันทน์และหญ้า Vetiver โดยน้ำหอม Chanel NO.5 นี้ได้รับการออกแบบให้เป็นกลิ่นที่เรียบง่ายสดชื่นสามารถใช้ได้ตลอดเวลาและเหมาะกับทุกโอกาส จากนั้นเป็นต้นมา อุตสาหกรรมน้ำหอมและแฟชั่นก็พัฒนาขึ้นทั้งวิธีการและเทคนิคในการกลั่นและผลิตน้ำหอม ณ ปัจจุบันมีน้ำหอมมากมายหลายยี่ห้อหลากหลาย กลิ่นให้เลือกสรรค์   
 
   
     
     
บริษัท นานา ฟราแกรนซ์ จำกัด
NANA FRAGRANCE CO.,LTD.

950 หมู่ 1 ถนนสุขุมวิท ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ 10270
Tel: 02-393-3221 Tel/Fax: 02-745-5778
Mobile : 061-635-4429, 087-022-2668 Email:
nana_taning@hotmail.com
ID Line: nana-fragrance    ID Line: nana.2556
Current Pageid = 13